Innerview by P’Som Indiana Kelley School of Business, USA

Interview Som.png

สวัสดีครับทุกคน Innerview.co มีประสบการณ์ดีๆ มา Share กันอีกแล้วครับ Innerview มีโอกาสได้มาคุยกับพี่ส้ม อดีตนักเรียนทุน ก.พ. และนักเรียนเก่าอเมริกาครับ

Q:   อยากให้พี่ส้มช่วยแชร์ครับว่า พี่ส้มเจาะจงเลือกไปเรียนที่อเมริกาเลยหรือเปล่าครับ แล้วมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจหรือเปล่าครับ

A:  สวัสดีค่ะ จริงๆ เริ่มจากที่พี่เองอยากไปเรียน MBA ที่อเมริกาอยู่แล้ว และตอนนั้นสอบได้ทุนก.พ. ให้ไปเรียนด้าน Logistics / Supply chain management พอดี   ซึ่ง MBA ที่ Kelley School of Business ก็มี concentration ด้าน Supply chain management ให้เลือกด้วย รวมถึงตอนสัมภาษณ์ พี่ก็รู้สึกชอบมหาวิทยาลัยนี้ ก็เลยลงตัวค่ะ

Q:   พี่ส้มคิดว่าการเรียนที่อเมริกาแตกต่างกับการเรียนที่ในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วเรื่องภาษาเป็นยังไงบ้างครับพี่

A:   หลักๆเลยที่พี่รู้สึก คือ การเรียนที่อเมริกาเน้น Discussion ในห้องมาก ทำให้ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ต้องอ่านก่อนเข้าห้อง ทุกวัน เกือบทุกวิชา คิดว่าตั้งแต่เรียนมาไม่เคยอ่านหนักขนาดนี้มาก่อน (ฮา) วิธีการและสภาพแวดล้อมในห้องเรียน ก็ส่งเสริมให้เรากล้าแสดงออกและแสดงความคิดเห็นมากกว่าตอนเรียนที่ไทยมากค่ะ เนื้อหามีโครงสร้างที่ชัดเจนมาก แต่ละครั้งรู้ละเอียดเลยว่าเรากำลังจะได้เรียนอะไร ต้องอ่านหนังสือบทไหน ทำให้ง่ายต่อการเตรียมตัว และเห็นภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ เราจะมีโอกาสได้เรียนจาก case study ซึ่งเป็นปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นขององค์กรนั้นๆ  ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริงที่ต้องเจอในการทำงานได้ง่ายขึ้นค่ะ

สำหรับเรื่องภาษา แน่นอนว่ามีผลต่อความเข้าใจในเชิงลึกในเนื้อหาที่เราเรียนค่ะ โดยเฉพาะในคลาสที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติ หลายสำเนียงแบบนี้ ดังนั้นเป็นอีกมุมที่เราอาจต้องทำงานหนักกว่า native speaker หน่อย (แต่จริงๆ native ก็อาจฟัง non-native ไม่เข้าใจเหมือนกันก็ได้นะ 555)

Q:   เมืองมหาวิทยาลัยที่ไปเรียน เป็นยังไงบ้าง แล้วพี่ส้มมีความประทับใจอะไรยังไงบ้างครับ

A:   มหาวิทยาลัยของพี่อยู่ในเมืองชื่อ Bloomington ค่ะ เป็น university town ขนานแท้เลยค่ะ 555 เป็นเมืองเล็กๆ ที่สงบ ไม่ได้มีความหวือหวาอะไรมาก แต่ก็มี campus ที่สวยมาก  แต่เท่าที่คุยๆ กับเพื่อนๆ ก็มีทั้งคนที่ชอบและคนเบื่อนะคะ อ้อแล้วก็อากาศหนาวดีค่ะ (พี่ชอบ!) ในเมืองมีความปลอดภัยสูง ลืมของอะไรทิ้งไว้ก็ไม่เคยหายเลยค่ะ วันแรกๆ พี่เคยลืม flash drive ทิ้งไว้ที่ตึกไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ที่คณะตัวเองด้วย แต่สุดท้ายก็ได้คืน คือเขาก็ตามหาเราจนเจอ  หรืออ่านหนังสือที่ห้องสมุดจนดึก รถเมล์หมด ก็มีบริการ escort ไปส่งที่อพาร์ทเมนท์ อะไรแบบนี้  คือประทับใจมาก  ห้องสมุดมีส่วนที่เปิด 24 ชม. เอาอาหารเข้าไปทานได้ตามอัธยาศัย กินไปอ่านไป  เรียกว่าเอาที่สบายใจเลยค่ะ 555

สำหรับค่าครองชีพ ถือว่าเป็นเมืองที่สถานที่พักไม่แพงนะคะ เทียบกับเมืองอื่นๆ ก็ช่วยทำให้ประหยัดไปได้เยอะ น้ำก็ใช้ฟรี ส่วนอาหารก็ถือว่าเรทราคาปกติ  ตอนนั้น (ปี 2008-2010) ก.พ.ให้เดือนละประมาณ  USD 1,100 ก็ยังสามารถอยู่ได้ค่ะถ้าบริหารจัดการดีๆ

อีกอย่างหนึ่งที่พี่ประทับใจคือ อาจารย์เก่งและมีความเป็นกันเองมากค่ะ  จำได้ว่ามีอยู่คลาสนึง เรียน case เกี่ยวกับรองเท้ายี่ห้อหนึ่ง แล้วอาจารย์ถามว่าใครใส่ยี่ห้อนี้บ้าง ซึ่งพี่ก็ดันใส่อยู่พอดี เขาเลยเดินมา บอกว่าถอดออกมาให้ดูหน่อยได้ไหม? เราก็  หึ้ม!!! จะดีเหรอคะ (ด้วยความไทยๆ เนอะ เราก็คิดว่า นั่นอาจารย์  นี่รองเท้าเรา และสองสิ่งนี้ไม่น่าไปอยู่ด้วยกัน  555) สุดท้ายจบที่รองเท้าเราได้ไปเป็น  case study อยู่หน้าห้อง ในมืออาจารย์ อันนี้เป็นอีกเรื่องที่จำได้แม่นเลยค่ะ

Q:   ฟังพี่ส้มแชร์ประสบการณ์แล้ว อยากไปเรียนต่อเลยครับ 555 สุดท้ายนี้พี่ส้มมีคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวด้านการเรียน หรือ ด้านอื่นๆ ที่จะแนะนำน้องๆ ที่  อยากจะไปเรียนต่อที่อเมริกายังไงบ้างครับ

A:   ค่ะ พี่คิดว่าไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ไม่เฉพาะอเมริกา พี่อยากแนะนำให้น้องๆ มีเป้าหมายให้ชัดค่ะว่าเราอยากเรียนอะไร อยากรู้อะไร แล้วมันจะตอบโจทย์ชีวิตเราได้อย่างไรบ้าง  ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อไปเรียนต่อให้ได้ปริญญามาอีก 1 ใบ เพราะสิ่งที่เราต้องใช้แลกก็คือ เวลาของเราเอง เงิน รวมถึงโอกาสที่เราจะได้ประสบการณ์จากการทำงานหรือทำกิจกรรมอื่นๆ  ดังนั้น ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้  ลองเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม ตั้งเป้าหมาย ถามตัวเอง ให้ตกผลึก แล้วค่อยไปเรียนต่อก็ยังไม่สายค่ะ

ถ้าตัดสินใจว่าจะไปแน่แล้ว ตอนอยู่ที่โน่น ให้เปิดใจให้กว้างที่สุด แล้วจะได้เรียนรู้อะไรมากกว่าในห้องเรียน ลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำ หรือทำในวิธีที่เราไม่เคยทำ Balance ชีวิตระหว่างในและนอกห้องเรียนให้ดี ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง การเรียนแน่นอนว่าสำคัญ แต่การเรียนรู้ชีวิต การเข้าสังคม หรือการไปเที่ยว ก็จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของเราให้ครบรสมากขึ้นเช่นกันค่ะ โชคดีนะคะน้องๆ

http://www.innerview.co

 

Application Essay สำคัญจริงหรือ?

appessayสำคัญ

เมื่อคิดจะสมัครเรียนต่อต่างประเทศ น้องๆ และเพื่อนๆ คงทราบดีว่าหนึ่งในข้อกำหนดที่สำคัญจากทางมหาวิทยาลัยคือ การเขียนเรียงความ (Application Essay) ซึ่งรวมถึง
1. Statement of Purpose
2. Personal Statement
3. การตอบคำถามที่กำหนดให้ (Q&A) หรือ
4. งานเขียนในรูปแบบอื่นๆ เช่น Study Plan หรือ Research Proposal ในระดับชั้นปริญญาเอก เป็นต้น

หลายๆ คนมักไม่ให้ความสำคัญกับ Application Essay ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป เช่น คิดว่ามหาวิทยาลัยอยากดูเพียงทักษะการเขียนของผู้สมัคร หรือเกรดเฉลี่ยหรือคะแนนสอบต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า แต่น้องๆ และเพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า Application Essay เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และมักเป็นปัจจัยที่มหาวิทยาลัยใช้ในการตัดสินว่าเราจะได้เข้าเรียนในคณะที่ใฝ่ฝันหรือไม่ เพราะเราต้องไม่ลืมว่า ยังมีผู้สมัครคนอื่นๆ จากทั่วทุกมุมโลกอีกเป็นจำนวนมากซึ่งมีเกรดเฉลี่ย ประวัติ หรือคะแนนสอบที่ดีไม่ต่างจากเรา Application Essay จึงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างเราและผู้สมัครคนอื่นๆ และสามารถทำให้เราโดดเด่นในแบบฉบับของตัวเองได้ นอกจากนี้ ในอดีตที่ผ่านมาก็มีนักเรียนไทยหลายคนที่ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (เช่น Harvard University) ด้วย Application Essay ที่โดดเด่น และไม่จำเป็นต้องมีเกรดเฉลี่ยระดับต้นๆ ของคณะในชั้นปริญญาตรี

ปัญหาสำคัญที่มักพบจากประสบการณ์ในการตรวจ Application Essay ของนักเรียนไทยที่ผ่านมา คือการ Re-use เค้าโครงงานเขียนต่อๆ กันมา เพียงแต่เปลี่ยนตัวบุคคล เวลา สถานที่ ฯลฯ เหมือนอ่านบทละครรีเมค และขาดความเป็นตัวของตัวเอง ตัวอย่างเช่น นักเรียนไทยมักเปิดเรียงความด้วยดราม่าซึ่งเป็นตัวจุดประกายให้เลือกเรียนคณะในระดับปริญญาตรี จากนั้นก็นำเอาประวัติใน resume มาเล่าอีกรอบ เชื่อมด้วยเหตุผลหรือแรงบันดาลใจที่ทำให้สมัครเรียนต่อ และเมื่อเรียนจบแล้วจะกลับมาพัฒนาประเทศชาติ!!! นอกจากนี้ นักเรียนไทยมักไม่กล้านำเสนอข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการคัดเลือกรู้จักเราดียิ่งขึ้น และในหลายๆ เคสก็เป็นที่น่าเสียดายเพราะนักเรียนมีประวัติและประสบการณ์ที่น่าสนใจแต่กลับไม่สามารถนำเสนอข้อมูลดังกล่าวให้ออกมาดีอย่างที่ควรจะเป็น

พอได้ทราบเช่นนี้แล้ว เรามาให้ความสำคัญกับ Application Essay กันดีกว่าครับ การเขียน Application Essay จะต้องให้เวลากับมันพอสมควร เริ่มตั้งแต่การคิดเรื่องที่จะเล่า การวางแผนการเขียน และสิ่งสำคัญและจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การให้ผู้มีประสบการณ์ (เช่น ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน) ช่วยตรวจเนื้อหา วิเคราะห์ วิจารณ์ รวมถึงการตรวจไวยากรณ์ไม่ให้มีข้อผิดพลาด และหากเราได้คำแนะนำที่ดี ก็ย่อมทำให้ Application Essay และใบสมัครโดยรวมของเราแข็งแรงมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันได้อย่างแน่นอนครับ

 

http://www.innerview.co

Innerview by P’Yui, U.of New South Wales Law School, Australia

Interview Yui

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ Innerview.co มีประสบการณ์ดีๆ จากรุ่นพี่มา Share ให้น้องๆ ที่เตรียมตัวไปเรียนต่ออีกเช่นเคยครับ

Q:   สวัสดีครับพี่ยุ้ย วันนี้ อยากจะรบกวนพียุ้ยมาร่วมแชร์ประสบการณ์การเรียนต่อในต่างประเทศกันครับ ขอเริ่มจากคำถามพื้นฐานเลยครับว่า พี่ยุ้ย เรียนจบที่ไหน ตอนนี้ ทำงานอะไรครับ

A:  สวัสดีค่ะ พี่เรียนจบนิติศาสตรบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ และนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายเอกชนและธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ จากนั้นก็ได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้าน Criminal Justice and Criminology ที่ University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย ค่ะ ตอนนี้รับราชการในตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำงานเกี่ยวกับกรณีร้องเรียน ร้องทุกข์ อุทธรณ์ การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ค่ะ

Q:   อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พี่ยุ้ยตัดสินใจเลือกไปเรียนกฏหมายต่อที่ประเทศออสเตรเลียครับ

A:   ตอนนั้นแค่คิดว่าเพื่อนๆ ที่เรียนนิติศาสตร์ด้วยกันส่วนใหญ่เลือกไปเรียนที่อังกฤษและอเมริกากันมาก เลยอยากไปเรียนในภูมิภาคอื่นดูบ้างค่ะ ที่สำคัญคือ เรื่องอาหารการกิน ที่ซิดนี่ย์อาหารไทยหาทานง่าย ราคาดูไม่แรง นักศึกษาต่างชาติเยอะ น่าจะปรับตัวได้ไม่ยาก มีคนบอกพี่เหมือนกันค่ะว่า คนไทยเยอะนะ จะไปทำไม จะไม่ได้ฝึกภาษานะ แต่พอไปถึงจริง สาขากฎหมายที่นั่น หาคนไทยแบบนับตัวได้เลยค่ะ ตอนแรกๆ ก็แอบหวั่นเหมือนกันเพราะว่าไปแบบเดี่ยวๆ ไม่มีที่ปรึกษาเลยค่ะ แต่เพื่อนร่วมชั้นน่ารักค่ะ มีทั้งเกาหลี จีน ไนจีเรีย อเมริกัน เวลาเรียนก็ช่วยเหลือกันดี ในชั้นเรียนก็สนุกสนาน ไม่เครียดค่ะ

Q:   แล้วพี่ยุ้ยมีวิธีเตรียมตัวก่อนไปเรียนยังไงบ้างครับ

A:   เน้นเรื่องภาษาอังกฤษมากๆ เลยค่ะ เนื่องจากพื้นฐานทางภาษาไม่ค่อยดี อยู่ในระดับพอจะสื่อสารได้เท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการพูดและ Writing เป็นจุดอ่อนมากๆ เลยไปลงเรียนภาษาที่ New Cambridge สาขาชิดลม ประมาณ 6 เดือนค่ะ ในช่วงนั้นก็เตรียมตัวสอบ IELTS ไปด้วย อาจารย์สอนดีค่ะ ประกอบกับเรามีเวลาฝึกฝนการเขียนอย่างเต็มที่ และฝึกทำข้อสอบเก่าไปพอสมควร เลยสอบ IELTS ครั้งแรกได้ผ่านเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด ส่วนเรื่องการพูด สัปดาห์แรกนี่พี่ฟังอาจารย์บางท่านสอนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ เพราะสำเนียงออสซี่เวลาพูดเหมือนเค้าอม Meat Ball อยู่ในปาก แต่ผ่านไป 2 – 3 เดือน ก็จะชินและปรับตัวได้เอง ไม่ต้องกลัวค่ะ

Q:   ขอเจาะลึกถึงวิธีการเตรียม SOP หน่อยครับว่าพี่ยุ้ยมีเทคนิคอย่างไรบ้าง

A:   มหาวิทยาลัยที่พี่สมัครไม่ต้องใช้ SOP ค่ะ ใช้แต่ Curriculum Vitae, ใบสมัครเข้าเรียน และ เอกสารยืนยันการให้ทุนจากทาง ก.พ. แต่ถ้าต้องใช้ SOP คงจะมาปรึกษา Innerview ก่อนนะคะ 555+

Q:   ประสบการณ์การเรียนกฎหมายที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง แตกต่างจากการเรียนกฎหมายในเมืองไทยอย่างไรบ้างครับ

A:   โดยส่วนตัวพี่คิดว่าการเรียนโทกฎหมายในประเทศไทยยากและเครียดกว่ามากๆ ถ้าพื้นฐานทางภาษาดีอยู่แล้ว การเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ ไม่ใช่ เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแต่เราต้อง active ตัวเองมากๆ เพราะวิชาหนึ่งๆ นักศึกษาต้องทำ 3 – 4 assignments (2,000 – 8,000 words) มี presentation หน้าห้องเรียน มีวิเคราะห์ case study ซึ่งมีกำหนดเวลาส่งที่แน่นอน ต้องจัดตารางเวลาดีๆ เลยค่ะ อาจารย์ผู้สอนจะเน้นการตั้งประเด็นให้มีการถกเถียงกันและเก็บคะแนนในห้องเรียน ดังนั้น นักเรียนต้องเตรียมอ่านหนังสือมาล่วงหน้า หากวิชาไหน เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากต่างประเทศด้วยก็จะเรียนกันแบบอัด คือ เรียน 4 วันรวด วันละ 8 ชั่วโมง แล้วจบคอร์สเลย ซึ่งเหนื่อยมากๆ ค่ะ แต่ทุกคนก็ต้องผ่านไปให้ได้ค่ะ

Q:   สุดท้ายนี้ มีอะไรที่พี่ยุ้ยอยากฝากให้กับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัว หรือ อยากไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียบ้างครับ

A:   มาเรียนต่างประเทศ อย่าเลือกสาขาหรือวิชาเรียนตามคนอื่นนะคะ เพราะเราจะไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากเรียนจริงๆ และจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ การเรียนต่างประเทศไม่สบายอย่างที่คิด เพราะว่าต้องอาศัยวินัยและความอดทนอย่างมากค่ะ แต่พี่ไม่ได้หมายความว่าให้มาเรียนอย่างเดียวนะค่ะ น้องๆ ก็ต้องแบ่งเวลาเพื่อไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา หางานพิเศษทำบ้าง ก็จะได้ประสบการณ์ดีๆ มากเลยค่ะ พี่มั่นใจว่า เมื่อเรากลับมาทำงานที่ไทยแล้ว น้องๆ จะมีช่วงเวลาที่สนุกๆ ที่ให้ย้อนนึกถึงมากมายเลยค่ะ โชคดีนะค่ะ พี่เป็นกำลังใจให้

http://www.innerview.co

 

Small Talk: Let’s Be an Innerview Advisor

Slide1

สวัสดีครับ เราอยากจะมาเล่าถึงที่มาที่ไปของ Innerview และทำไมเราถึงอยากจะชวนให้มาเป็นพี่ advisor ของ Innerview เพื่อให้คำแนะนำกับน้องๆ ที่อยู่ระหว่างการเตรียมเรียนต่อในต่างประเทศกันครับ

จำได้หรือไม่ครับว่าตอนที่พวกเราเตรียม essay นั้น ต้องพยายามไปหาเพื่อนหรือรุ่นพี่มาช่วยอ่าน essay ที่เขียนเสร็จแล้ว เพื่อให้ช่วยดูให้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้น ผู้อ่านจะเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ ภาษาที่ใช้นั้นถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่า หรือโดยภาพรวม งานเขียนของเรามีความน่าสนใจเพียงพอและมีความแตกต่างจากใบสมัครของผู้สมัครอื่นๆ ที่มีเป็นจำนวนมากหรือไม่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นใบสมัครสำหรับโปรแกรมที่มีอัตราแข่งขันสูงในมหาวิทยาลัยระดับท้อป เรายิ่งรู้สึกอยากให้งานเขียนของเรามีความแตกต่างจากคนอื่นมากๆ) ซึ่งกว่าจะหาคนอ่านที่พร้อมจะอ่านงานของเราแบบตั้งใจนั้นไม่ง่ายเลย (โดยเฉพาะหากเราเรียนอยู่นอกกรุงเทพฯ นะครับ) อีกทั้งเราจะต้องรู้สึกเกรงใจที่จะต้องขอร้องให้เขาอ่าน essay/SOP ของเรา ซ้ำไปซ้ำมาและคอยตอบคำถามของเราใช่หรือไม่ครับ ซึ่งหากจะไป consult บริษัทที่ให้บริการแนะนำด้านการเตรียมเรียนต่อโดยตรง ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับที่เราจับต้องไม่ได้เลย และอาจต้องย้อนกลับมาให้เพื่อนๆ และพี่ๆ ที่รู้จักอ่านให้จะดีกว่าใช่ไม๊ครับ

Innerview เลยตั้งใจที่จะมาช่วยลดความยากลำบากในการตามหาคนที่จะมาช่วยอ่าน essay / SOP ให้ลดลง (จากสมัยก่อนที่เราสมัครเรียน) โดยเป็นสื่อกลางให้กับน้องๆ ที่อยู่ระหว่างการเตรียมไปเรียนต่อในต่างประเทศให้สามารถขอคำปรึกษาด้านการเขียน essay จากรุ่นพี่ที่อยู่ระหว่างการเรียนต่อหรือว่าเรียนจบมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมหาวิทยาลัยและโปรแกรมที่น้องๆ เหล่านั้นกำลังเตรียมตัวสมัครครับ เพราะเราเชื่อว่ารุ่นพี่ที่มีประสบการณ์จะสามารถช่วยชี้ให้เห็นถึงประเด็นสิ่งที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ยังขาดหายไปในงานเขียนของผู้สมัครได้ ในขณะที่ essay นั้น ยังคงแสดงถึงตัวตนของผู้เขียนได้เต็มที่ เนื่องจากเราไม่อนุญาตให้เขียนแทนให้กับน้องผู้ขอคำปรึกษาครับ

พี่ๆ Founders ของ Innerview ได้แชร์ให้เราฟังว่า คำถามที่มักจะได้รับบ่อยๆ จากน้องๆ ที่อยู่ระหว่างการเตรียมสมัครเรียนคือ อะไรเป็นสิ่งที่ admissions offices ของแต่ละมหาวิทยาลัยคาดหวังจากตัวผู้สมัคร ซึ่งพี่ๆ ให้ความเห็นว่า ในความเป็นจริง ใบสมัคร หรือ essay ที่ดี ไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัวเสมอไป เพราะว่าผู้สมัครแต่ละคน ต่างก็มีพื้นประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งก็จะทำให้แต่ละคนมีเรื่องที่จะเล่าที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว ดังนั้น advisor ของ Innerview ก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดึงเอาความน่าสนใจในงานเขียนของน้องๆ แต่ละคนออกมาจากประสบการณ์ที่ advisor ได้คลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนในโปรแกรมหรือในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในต่างประเทศมาแล้ว อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พี่ๆ ที่มีประสบการณ์ดีๆ อยู่กับตัว ได้เวลาเอาออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ Pay it forward, and get paid นะครับ

Platform ของ Innerview สามารถรองรับการส่งงานเขียนทั้ง essay, SOP หรือ short questions จากน้องมาถึงพี่ได้โดยไม่ต้องผ่านช่องทางส่วนตัว รวมถึง ไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวซึ่งกันและกัน โดยระบบสามารถรองรับการส่งงานด้วยภาษาต่างๆ ทั้ง ภาษาอังกฤษ ไทย ภาษาภาคพื้นทวีปยุโรป จีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งเกาหลี เพื่อให้น้องๆ ที่อยากจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกสามารถเข้าถึงคำแนะนำของพี่ๆ ได้ครับ อีกทั้งการรับส่งค่าตอบแทนดำเนินการผ่านระบบรับชำระเงินอัตโนมัติที่มีมาตรฐานเดียวกันกับ Website ขนาดใหญ่อื่นๆ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยสูงสุด สบายใจได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระบบของเราขอให้ทุกคนใช้ชื่อและรูปจริงในการใช้เป็น Profile นะครับ เพราะน้องๆ คงอยากเห็นหน้าและรู้ชื่อจริงของพี่ๆ ที่เขากำลังขอคำแนะนำด้วย ใช่ไม๊ครับ ทั้งนี้หากยังมีข้อสงสัย ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมต่อได้ที่ http://www.innerview.co/faq หรือ สอบถามทาง message box http://www.innerview.co/contact ครับ

www.innerview.co