ทำงานประจำที่ไทยก็สามารถเรียนต่อระดับปริญญากับมหาวิทยาลัยระดับโลกไปพร้อมกันได้

workstudy

เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้าขึ้นมากและส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทั้งในระดับสังคม วงธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตในวันๆ หนึ่งของเราก็เปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่เรามี Smart phone และ High Speed Internet นะครับ กิจกรรมต่างๆ ในโลกออฟไลน์ก็ทยอยถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้เราทำอะไรได้หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันแล้ว ยังสามารถทำให้เราทำกิจกรรมเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ด้วยครับ

ในด้านการศึกษาก็เช่นกันครับ ในปัจจุบัน การศึกษาที่อยู่บนระบบปกติ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สถาบัน หรือมหาวิทยาลัยจริงๆ เริ่มถูกทดแทนโดยการศึกษาที่อยู่บนระบบออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการศึกษาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น www.coursera.com, www.edx.com, www.udacity.com, www.udemy.com หรือ www.skillane.com ของไทยเราเอง เริ่มเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมี Course ทั้งระยะยาวและระยะสั้น ซึ่งเป็นสอนวิชาต่างที่น่าสนใจหลากหลายที่ทำให้เราๆ สามารถเพิ่มเติมความรู้และทักษะได้สะดวก รวดเร็ว และเวลาที่ใช้ในการเรียนก็เหมาะสมกับวิถีชีวิตในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เช่น เราอาจมีเวลาในแต่ละวันไม่มากหรือไม่แน่นอน ซึ่งระบบเหล่านี้ ได้เพิ่มความสะดวกให้กับเราในการเรียนผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม เช่น คอมพิวเตอร์ ไอแพด หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ในเวลาที่เราสะดวก ขอให้เราสามารถเชื่อมต่อเข้าแพลตฟอร์มต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เนตได้

ถึงตอนนั้น หลายคนอาจตั้งคำถามว่า หากอยากจะเรียนหนังสือที่เป็นดีกรีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศผ่านระบบอินเตอร์เนตที่ไม่ใช่แพลตฟอร์มเอกชนตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นจะทำได้หรือไม่ คำตอบคือได้ครับ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศมีหลักสูตรที่เป็น Distance Learning ที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งนอกจากค่าเรียนจะไม่สูงมาก ระบบการเรียนยังมีความยืดหยุ่นสูง โดยอาจเรียนที่เมืองไทยอย่างเดียวหรืออาจสามารถไปเรียนที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวในระยะเวลาสั้นๆ ได้ด้วยครับ ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้เราสามารถที่จะสามารถเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่มีชื่อเสียงในขณะที่เรายังทำงานในประเทศไทยไปพร้อมกันได้ด้วยครับ

การสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรเหล่านี้ โดยหลักแล้วจะคล้ายคลึงกับการสมัครเรียนหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น มีผลการเรียนในระดับก่อนหน้าที่ดีใช้ได้ มีผลคะแนนภาษาอังกฤษเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เป็นต้นครับ ในด้านการกรอกใบสมัคร บางมหาวิทยาลัยอาจต้องการให้ผู้สมัครเขียน Essay สั้นๆ เพื่อแนะนำตัวเองให้กับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรดังกล่าวได้ทราบครับ โดยการเขียน Essay สำหรับการสมัครเรียน Distance Learning ยังคงมีความสำคัญและต้องตอบคำถามภายใต้ความยาวที่มหาวิทยาลัยกำหนดครับ

ข้อดีของหลักสูตรการเรียนออนไลน์ที่สมัครเรียนโดยตรงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเรียนจบแล้ว ผู้เรียนก็จะได้รับปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวโดยตรง โดยไม่มีชื่อของ Provider ที่เป็นแพล็ตฟอร์มเอกชน เช่น Coursera, edx ครับ ซึ่งก็จะสามารถใช้อ้างอิงเพื่อประกอบการสมัครงานหรือเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้เหมือนกับที่เราไปเรียนในหลักสูตรที่ต้องไปนั่งเรียนที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศจริงๆ ครับ

ผู้เขียนอยู่ระหว่างการศึกษากับ University of London with the Academic Direction from the London School of Economics and Political Science

http://www.innerview.co

 

 

 

Innerview by P’Som Indiana Kelley School of Business, USA

Interview Som.png

สวัสดีครับทุกคน Innerview.co มีประสบการณ์ดีๆ มา Share กันอีกแล้วครับ Innerview มีโอกาสได้มาคุยกับพี่ส้ม อดีตนักเรียนทุน ก.พ. และนักเรียนเก่าอเมริกาครับ

Q:   อยากให้พี่ส้มช่วยแชร์ครับว่า พี่ส้มเจาะจงเลือกไปเรียนที่อเมริกาเลยหรือเปล่าครับ แล้วมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจหรือเปล่าครับ

A:  สวัสดีค่ะ จริงๆ เริ่มจากที่พี่เองอยากไปเรียน MBA ที่อเมริกาอยู่แล้ว และตอนนั้นสอบได้ทุนก.พ. ให้ไปเรียนด้าน Logistics / Supply chain management พอดี   ซึ่ง MBA ที่ Kelley School of Business ก็มี concentration ด้าน Supply chain management ให้เลือกด้วย รวมถึงตอนสัมภาษณ์ พี่ก็รู้สึกชอบมหาวิทยาลัยนี้ ก็เลยลงตัวค่ะ

Q:   พี่ส้มคิดว่าการเรียนที่อเมริกาแตกต่างกับการเรียนที่ในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วเรื่องภาษาเป็นยังไงบ้างครับพี่

A:   หลักๆเลยที่พี่รู้สึก คือ การเรียนที่อเมริกาเน้น Discussion ในห้องมาก ทำให้ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ต้องอ่านก่อนเข้าห้อง ทุกวัน เกือบทุกวิชา คิดว่าตั้งแต่เรียนมาไม่เคยอ่านหนักขนาดนี้มาก่อน (ฮา) วิธีการและสภาพแวดล้อมในห้องเรียน ก็ส่งเสริมให้เรากล้าแสดงออกและแสดงความคิดเห็นมากกว่าตอนเรียนที่ไทยมากค่ะ เนื้อหามีโครงสร้างที่ชัดเจนมาก แต่ละครั้งรู้ละเอียดเลยว่าเรากำลังจะได้เรียนอะไร ต้องอ่านหนังสือบทไหน ทำให้ง่ายต่อการเตรียมตัว และเห็นภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ เราจะมีโอกาสได้เรียนจาก case study ซึ่งเป็นปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นขององค์กรนั้นๆ  ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริงที่ต้องเจอในการทำงานได้ง่ายขึ้นค่ะ

สำหรับเรื่องภาษา แน่นอนว่ามีผลต่อความเข้าใจในเชิงลึกในเนื้อหาที่เราเรียนค่ะ โดยเฉพาะในคลาสที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติ หลายสำเนียงแบบนี้ ดังนั้นเป็นอีกมุมที่เราอาจต้องทำงานหนักกว่า native speaker หน่อย (แต่จริงๆ native ก็อาจฟัง non-native ไม่เข้าใจเหมือนกันก็ได้นะ 555)

Q:   เมืองมหาวิทยาลัยที่ไปเรียน เป็นยังไงบ้าง แล้วพี่ส้มมีความประทับใจอะไรยังไงบ้างครับ

A:   มหาวิทยาลัยของพี่อยู่ในเมืองชื่อ Bloomington ค่ะ เป็น university town ขนานแท้เลยค่ะ 555 เป็นเมืองเล็กๆ ที่สงบ ไม่ได้มีความหวือหวาอะไรมาก แต่ก็มี campus ที่สวยมาก  แต่เท่าที่คุยๆ กับเพื่อนๆ ก็มีทั้งคนที่ชอบและคนเบื่อนะคะ อ้อแล้วก็อากาศหนาวดีค่ะ (พี่ชอบ!) ในเมืองมีความปลอดภัยสูง ลืมของอะไรทิ้งไว้ก็ไม่เคยหายเลยค่ะ วันแรกๆ พี่เคยลืม flash drive ทิ้งไว้ที่ตึกไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ที่คณะตัวเองด้วย แต่สุดท้ายก็ได้คืน คือเขาก็ตามหาเราจนเจอ  หรืออ่านหนังสือที่ห้องสมุดจนดึก รถเมล์หมด ก็มีบริการ escort ไปส่งที่อพาร์ทเมนท์ อะไรแบบนี้  คือประทับใจมาก  ห้องสมุดมีส่วนที่เปิด 24 ชม. เอาอาหารเข้าไปทานได้ตามอัธยาศัย กินไปอ่านไป  เรียกว่าเอาที่สบายใจเลยค่ะ 555

สำหรับค่าครองชีพ ถือว่าเป็นเมืองที่สถานที่พักไม่แพงนะคะ เทียบกับเมืองอื่นๆ ก็ช่วยทำให้ประหยัดไปได้เยอะ น้ำก็ใช้ฟรี ส่วนอาหารก็ถือว่าเรทราคาปกติ  ตอนนั้น (ปี 2008-2010) ก.พ.ให้เดือนละประมาณ  USD 1,100 ก็ยังสามารถอยู่ได้ค่ะถ้าบริหารจัดการดีๆ

อีกอย่างหนึ่งที่พี่ประทับใจคือ อาจารย์เก่งและมีความเป็นกันเองมากค่ะ  จำได้ว่ามีอยู่คลาสนึง เรียน case เกี่ยวกับรองเท้ายี่ห้อหนึ่ง แล้วอาจารย์ถามว่าใครใส่ยี่ห้อนี้บ้าง ซึ่งพี่ก็ดันใส่อยู่พอดี เขาเลยเดินมา บอกว่าถอดออกมาให้ดูหน่อยได้ไหม? เราก็  หึ้ม!!! จะดีเหรอคะ (ด้วยความไทยๆ เนอะ เราก็คิดว่า นั่นอาจารย์  นี่รองเท้าเรา และสองสิ่งนี้ไม่น่าไปอยู่ด้วยกัน  555) สุดท้ายจบที่รองเท้าเราได้ไปเป็น  case study อยู่หน้าห้อง ในมืออาจารย์ อันนี้เป็นอีกเรื่องที่จำได้แม่นเลยค่ะ

Q:   ฟังพี่ส้มแชร์ประสบการณ์แล้ว อยากไปเรียนต่อเลยครับ 555 สุดท้ายนี้พี่ส้มมีคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวด้านการเรียน หรือ ด้านอื่นๆ ที่จะแนะนำน้องๆ ที่  อยากจะไปเรียนต่อที่อเมริกายังไงบ้างครับ

A:   ค่ะ พี่คิดว่าไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ไม่เฉพาะอเมริกา พี่อยากแนะนำให้น้องๆ มีเป้าหมายให้ชัดค่ะว่าเราอยากเรียนอะไร อยากรู้อะไร แล้วมันจะตอบโจทย์ชีวิตเราได้อย่างไรบ้าง  ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อไปเรียนต่อให้ได้ปริญญามาอีก 1 ใบ เพราะสิ่งที่เราต้องใช้แลกก็คือ เวลาของเราเอง เงิน รวมถึงโอกาสที่เราจะได้ประสบการณ์จากการทำงานหรือทำกิจกรรมอื่นๆ  ดังนั้น ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้  ลองเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม ตั้งเป้าหมาย ถามตัวเอง ให้ตกผลึก แล้วค่อยไปเรียนต่อก็ยังไม่สายค่ะ

ถ้าตัดสินใจว่าจะไปแน่แล้ว ตอนอยู่ที่โน่น ให้เปิดใจให้กว้างที่สุด แล้วจะได้เรียนรู้อะไรมากกว่าในห้องเรียน ลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำ หรือทำในวิธีที่เราไม่เคยทำ Balance ชีวิตระหว่างในและนอกห้องเรียนให้ดี ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง การเรียนแน่นอนว่าสำคัญ แต่การเรียนรู้ชีวิต การเข้าสังคม หรือการไปเที่ยว ก็จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของเราให้ครบรสมากขึ้นเช่นกันค่ะ โชคดีนะคะน้องๆ

http://www.innerview.co

 

Innerview by P’Yui, U.of New South Wales Law School, Australia

Interview Yui

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ Innerview.co มีประสบการณ์ดีๆ จากรุ่นพี่มา Share ให้น้องๆ ที่เตรียมตัวไปเรียนต่ออีกเช่นเคยครับ

Q:   สวัสดีครับพี่ยุ้ย วันนี้ อยากจะรบกวนพียุ้ยมาร่วมแชร์ประสบการณ์การเรียนต่อในต่างประเทศกันครับ ขอเริ่มจากคำถามพื้นฐานเลยครับว่า พี่ยุ้ย เรียนจบที่ไหน ตอนนี้ ทำงานอะไรครับ

A:  สวัสดีค่ะ พี่เรียนจบนิติศาสตรบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ และนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายเอกชนและธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ จากนั้นก็ได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้าน Criminal Justice and Criminology ที่ University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย ค่ะ ตอนนี้รับราชการในตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำงานเกี่ยวกับกรณีร้องเรียน ร้องทุกข์ อุทธรณ์ การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ค่ะ

Q:   อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พี่ยุ้ยตัดสินใจเลือกไปเรียนกฏหมายต่อที่ประเทศออสเตรเลียครับ

A:   ตอนนั้นแค่คิดว่าเพื่อนๆ ที่เรียนนิติศาสตร์ด้วยกันส่วนใหญ่เลือกไปเรียนที่อังกฤษและอเมริกากันมาก เลยอยากไปเรียนในภูมิภาคอื่นดูบ้างค่ะ ที่สำคัญคือ เรื่องอาหารการกิน ที่ซิดนี่ย์อาหารไทยหาทานง่าย ราคาดูไม่แรง นักศึกษาต่างชาติเยอะ น่าจะปรับตัวได้ไม่ยาก มีคนบอกพี่เหมือนกันค่ะว่า คนไทยเยอะนะ จะไปทำไม จะไม่ได้ฝึกภาษานะ แต่พอไปถึงจริง สาขากฎหมายที่นั่น หาคนไทยแบบนับตัวได้เลยค่ะ ตอนแรกๆ ก็แอบหวั่นเหมือนกันเพราะว่าไปแบบเดี่ยวๆ ไม่มีที่ปรึกษาเลยค่ะ แต่เพื่อนร่วมชั้นน่ารักค่ะ มีทั้งเกาหลี จีน ไนจีเรีย อเมริกัน เวลาเรียนก็ช่วยเหลือกันดี ในชั้นเรียนก็สนุกสนาน ไม่เครียดค่ะ

Q:   แล้วพี่ยุ้ยมีวิธีเตรียมตัวก่อนไปเรียนยังไงบ้างครับ

A:   เน้นเรื่องภาษาอังกฤษมากๆ เลยค่ะ เนื่องจากพื้นฐานทางภาษาไม่ค่อยดี อยู่ในระดับพอจะสื่อสารได้เท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการพูดและ Writing เป็นจุดอ่อนมากๆ เลยไปลงเรียนภาษาที่ New Cambridge สาขาชิดลม ประมาณ 6 เดือนค่ะ ในช่วงนั้นก็เตรียมตัวสอบ IELTS ไปด้วย อาจารย์สอนดีค่ะ ประกอบกับเรามีเวลาฝึกฝนการเขียนอย่างเต็มที่ และฝึกทำข้อสอบเก่าไปพอสมควร เลยสอบ IELTS ครั้งแรกได้ผ่านเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด ส่วนเรื่องการพูด สัปดาห์แรกนี่พี่ฟังอาจารย์บางท่านสอนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ เพราะสำเนียงออสซี่เวลาพูดเหมือนเค้าอม Meat Ball อยู่ในปาก แต่ผ่านไป 2 – 3 เดือน ก็จะชินและปรับตัวได้เอง ไม่ต้องกลัวค่ะ

Q:   ขอเจาะลึกถึงวิธีการเตรียม SOP หน่อยครับว่าพี่ยุ้ยมีเทคนิคอย่างไรบ้าง

A:   มหาวิทยาลัยที่พี่สมัครไม่ต้องใช้ SOP ค่ะ ใช้แต่ Curriculum Vitae, ใบสมัครเข้าเรียน และ เอกสารยืนยันการให้ทุนจากทาง ก.พ. แต่ถ้าต้องใช้ SOP คงจะมาปรึกษา Innerview ก่อนนะคะ 555+

Q:   ประสบการณ์การเรียนกฎหมายที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง แตกต่างจากการเรียนกฎหมายในเมืองไทยอย่างไรบ้างครับ

A:   โดยส่วนตัวพี่คิดว่าการเรียนโทกฎหมายในประเทศไทยยากและเครียดกว่ามากๆ ถ้าพื้นฐานทางภาษาดีอยู่แล้ว การเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ ไม่ใช่ เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแต่เราต้อง active ตัวเองมากๆ เพราะวิชาหนึ่งๆ นักศึกษาต้องทำ 3 – 4 assignments (2,000 – 8,000 words) มี presentation หน้าห้องเรียน มีวิเคราะห์ case study ซึ่งมีกำหนดเวลาส่งที่แน่นอน ต้องจัดตารางเวลาดีๆ เลยค่ะ อาจารย์ผู้สอนจะเน้นการตั้งประเด็นให้มีการถกเถียงกันและเก็บคะแนนในห้องเรียน ดังนั้น นักเรียนต้องเตรียมอ่านหนังสือมาล่วงหน้า หากวิชาไหน เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากต่างประเทศด้วยก็จะเรียนกันแบบอัด คือ เรียน 4 วันรวด วันละ 8 ชั่วโมง แล้วจบคอร์สเลย ซึ่งเหนื่อยมากๆ ค่ะ แต่ทุกคนก็ต้องผ่านไปให้ได้ค่ะ

Q:   สุดท้ายนี้ มีอะไรที่พี่ยุ้ยอยากฝากให้กับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัว หรือ อยากไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียบ้างครับ

A:   มาเรียนต่างประเทศ อย่าเลือกสาขาหรือวิชาเรียนตามคนอื่นนะคะ เพราะเราจะไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากเรียนจริงๆ และจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ การเรียนต่างประเทศไม่สบายอย่างที่คิด เพราะว่าต้องอาศัยวินัยและความอดทนอย่างมากค่ะ แต่พี่ไม่ได้หมายความว่าให้มาเรียนอย่างเดียวนะค่ะ น้องๆ ก็ต้องแบ่งเวลาเพื่อไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา หางานพิเศษทำบ้าง ก็จะได้ประสบการณ์ดีๆ มากเลยค่ะ พี่มั่นใจว่า เมื่อเรากลับมาทำงานที่ไทยแล้ว น้องๆ จะมีช่วงเวลาที่สนุกๆ ที่ให้ย้อนนึกถึงมากมายเลยค่ะ โชคดีนะค่ะ พี่เป็นกำลังใจให้

http://www.innerview.co

 

Innerview by P’Kay U.of Melbourne

Interview_Tanarat.jpg

สวัสดีครับเพื่อนๆ น้องๆ วันนี้ทีมงาน Innerview.co อยากจะขอนำบทสัมภาษณ์ที่เราได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์พี่ๆ ที่เคยไปเรียนต่อในประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวหรือตัดสินใจไปเรียนต่อในต่างประเทศครับ โดยพี่ท่านแรกที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์กับเราในครั้งนี้ คือ พี่เก้ ธนะรัตน์ ครับ

Q:   สวัสดีครับพี่เก้ วันนี้ อยากจะรบกวนพี่เก้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเรียนต่อในต่างประเทศกัน ขอเริ่มจากคำถามพื้นฐานเลยครับว่า ทำไมพี่เก้ถึงเลือกไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียครับ

A:  เอาจริงๆ นะครับ เหตุผลส่วนตัวล้วนๆ คือว่าพี่ได้มีโอกาสไปเที่ยวออสเตรเลียมาก่อนหน้านั้นแล้วรู้สึกชอบเลย สภาพเมืองค่อนข้างน่าอยู่ ความปลอดภัยค่อนข้างสูง ค่าครองชีพไม่แพงจนเกินไป มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนเป็นมิตร (เป็นที่รู้กันว่าคนออซซี่ค่อนข้างชิวๆ ครับ) แล้วก็ดูว่าเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครับ แต่สำหรับน้องๆ ที่กำลังเลือกเมืองในออสเตรเลีย ก็ต้องศึกษาดูดีๆ นะครับเพราะเมืองแต่ละเมืองก็มีจุดเด่น จุดด้อยต่างกันครับ นอกจากสภาพความเป็นอยู่แล้ว ก็อยากให้น้องๆ ดูปัจจัยด้านอื่น เช่นระบบการศึกษา หลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย ระยะเวลาการเรียนประกอบกันนะครับ

Q:   ได้ยินมาว่าที่ออสเตรเลีย มีคนเอเชีย อยู่เยอะทีเดียว พี่เก้คิดว่าจะส่งผลกระทบด้านการเรียน หรือพัฒนาด้านภาษาอังกฤษหรือไม่

A:   สำหรับตัวพี่ พี่ว่าไม่เลยนะ ตรงกันข้ามพี่อยากให้คิดว่าการได้ฟังภาษาอังกฤษหลายๆ สำเนียงที่แตกต่างกัน ทำให้เราเรียนรู้และคุ้นเคยกับมันมากกว่า อย่าลืมว่าสมัยนี้เราไม่ได้คุยกับแค่คนอังกฤษ อเมริกันหรือคนออสซี่ที่เป็นเจ้าของภาษา แต่เราอาจต้องติดต่อกับพวกญี่ปุ่น หรืออาหรับด้วย คืออยากให้มองว่าตรงนี้เป็นข้อดีนะที่จะได้ทำความคุ้นเคยกับสำเนียงที่ฟังยากๆ (คอนเฟิร์มเลยว่าอินเดียกับอาหรับนี่ยากจริง)

มีอีกข้อที่อยากฝากไว้ให้คิดครับ ตอนที่พี่ไปเรียน Pre-Course สำหรับนักศึกษาต่างชาติ มีอาจารย์ออสซี่เค้าสอนว่าพวกยูอย่าท้อแท้ที่จะเรียนภาษาที่สอง เค้าเข้าใจว่ามาเรียนปริญญาด้วยภาษาที่สองมันไม่ง่าย แต่เค้าบอกว่าให้คิดว่าพอเราได้ภาษาที่สองกลับไป มันจะเป็นกำไรเรา คือถ้าไปเทียบกับพวกนักเรียนโลคอลทั้งหลาย พวกนั้นมันจบไปมันได้แต่ปริญญา ไม่ได้ภาษาที่สองไปด้วย เออ! พอคิดในมุมนี้ก็มีกำลังใจมาเลยทีเดียว

Q:   คนออสซี่เป็นมิตรกับคนต่างชาติหรือเปล่าครับ

A:   คนออสซี่เป็นมิตรมากนะ ค่อนข้างชิวๆ สบายๆ พี่ว่านิสัยคล้ายคนไทยเลยล่ะ ตรงนี้ไม่ต้องกังวลเลย สังคมเค้าเปิดสำหรับคนหลายเชื้อชาติ หลายศาสนาและเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน (อันนี้ขอพูดโดยรวมนะครับ เพราะจริงๆ ในสังคมมันก็มีคนหลากหลายประเภทรวมๆ กันไป คือจะมีบางกลุ่มเล็กๆที่ยังกีดกันชาวต่างชาติอยู่เหมือนกัน)

Q:   ที่นั่นบ้านเมืองปลอดภัยหรือไม่ อากาศเป็นอย่างไร อาหารอุดมสมบูรณ์ดีหรือเปล่าครับ

เมืองใหญ่ๆ ที่น้องๆ ไปอยู่ประจำถือว่าปลอดภัยครับ สถิติอาชญากรรมหนักน้อยถึงน้อยมากครับ แต่แม้ว่าอาชญากรรมหนักน้อย ก็ไม่มีอะไรปลอดภัย 100% อย่างพวกลักเล็กขโมยน้อยก็ยังมีนะครับ อ้อแล้วก็น้องๆ ที่ชอบเที่ยวกลางคืนก็ต้องระวังตัวเองหน่อยนะครับ เพราะคนที่นี่แบบว่าเฮฮาก็แบบสุดๆ ไม่ยั้งเลย (โดยเฉพาะคืนวันศุกร์ เสาร์) อาจมีกระทบกระทั่งกันได้ครับ เห็นตำรวจต้องมาเคลียร์ประจำ ยังไงก็แล้วแต่ดูแลตัวเอง อย่าประมาทไว้ดีที่สุดครับ

เรื่องสภาพอากาศ ขออนุญาตเล่าเฉพาะเมลเบิร์นนะครับ คือโดยรวมแล้วมีทุกรสครับผม 5555 ที่โหดจริงๆ พี่ว่าเป็นช่วงหน้าร้อนนะครับ วันไหนร้อนก็ร้อนสุดๆเลย (แต่จริงๆแล้วปีละไม่กี่วันหรอก) ที่ว่าสุดๆ นี่ 44-45 องศาเลยนะครับ แต่ที่ต้องห่วงคือหน้าร้อนนี่อุณหภูมิจะเปลี่ยนเร็วมากครับ ช่วงเช้าๆ 20 องศาต้นๆ แต่พอสายๆ บ่ายๆ นี่ 35+ เป็นประจำครับ พี่จำได้มีอยู่วันนึง ตอนบ่ายร้อนมาก 40 องศาขึ้น แต่ตอนเย็นฝนตกครับ จำได้เลยอุณหภูมิเหลือประมาณ 20 องศา คือแบบว่าอุณหภูมิลง 20 องศาในไม่กี่ชั่วโมงเอง ส่วนหน้าหนาวพี่ว่าพอทนไหวครับ และจะดูแลตัวเองง่ายกว่าครับเพราะว่าอุณหภูมิทั้งวันจะไม่ต่างกันมากเหมือนช่วงหน้าร้อนครับ อ้อไฮไลท์อีกอย่างคือลมแรงครับ อันนี้ไม่มีคำแนะนำเพราะเจอแน่ๆ ครับ ไม่รู้จะหลบยังไง

เรื่องอาหารการกินสมบูรณ์พร้อมครับทั้งคาว หวาน ทั้งฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีครบครับ อร่อยด้วย หรือถ้าจะประหยัดหน่อยก็สามารถทำกินเองได้สะดวกเช่นกันครับ เพราะมีพวกร้านเอเชียอยู่ค่อนข้างเยอะครับ (ตามเมืองใหญ่นะครับ) สำหรับน้องๆ ที่ชอบมื้อดึก พี่แนะนำให้เกาะติดโซนไชน่าทาวน์ไว้ครับ อยู่ติดๆ ไว้ไม่มีอดตายครับ

Q:   อยากให้พี่เก้ ให้คำแนะนำทิ้งท้าย สำหรับน้องๆที่อยากไปเรียนออสเตรเลียครับ

A:   สุดท้ายขอฝากไว้ให้น้องๆ คิด 2 ข้อนะครับ ถือว่าเป็นประสบการณ์ตรงจากพี่ละกัน

ข้อแรกพี่ขอแนะนำเลยว่าพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุดครับ อะไรก็ได้ที่เราไม่เคยทำหรือไม่เคยคิดจะทำตอนที่อยู่เมืองไทย ยกตัวอย่างการทำงานร้านอาหารก็สอนอะไรให้พี่หลายอย่างเลยครับ ได้ทั้งรู้จักคนหลากหลาย การช่วยเหลือกัน และอื่นๆ อีกมากครับ ยอมสละเวลาเรื่องอื่นมาลองทำงานพาร์ตไทม์ดู พี่เชื่อว่าได้ประโยชน์คุ้มค่าครับ

การหาประสบการณ์ไม่ได้เฉพาะการทำงานนะครับ พี่รวมถึงการเที่ยว เปิดโลกใหม่ๆ ด้วย คือการที่ออสเตรเลียเป็นประเทศกว้างใหญ่ หลากหลายวัฒนธรรม มันมีอะไรน่าสนใจเยอะครับ เพราะฉะนั้น เที่ยวโลดครับ (แต่อย่าเสียการเรียน แล้วก็ดูเรื่องงบประมาณในกระเป๋าด้วยนะครับ) คือเช่ารถ ลงเรือ ต่อเครื่อง เอาให้ครบครับ ไม่แน่อาจได้ไอเดียดีๆมาต่อยอดที่เมืองไทยได้ ใครจะไปรู้

ข้อสองที่อยากฝากไว้คือการคบเพื่อนครับ อันนี้สำคัญมากเพราะไปอยู่เมืองนอกไกลครอบครัว คนที่ใกล้เราที่สุดก็เพื่อนๆ นี่ล่ะครับ มีคำถามว่าคบเพื่อนต่างชาติดีกว่าเพื่อนคนไทยรึเปล่า ก็แน่นอนครับสิ่งที่ได้เต็มๆ ก็คือเรื่องภาษา กับได้ประสบการณ์เจอคนหลากหลาย ได้ทำงานกลุ่มกับคนหลายสไตล์ ได้แลกเปลี่ยนความคิดแชร์ความรู้กัน ก็อยากจะให้เรียนรู้สิ่งดีๆจากเค้ามาครับ แต่เวลามีปัญหา เราคนไทยก็จะช่วยเหลือกัน จะรู้ใจและจะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ดีที่สุดครับ เพราะฉะนั้นพี่เลยอยากแนะนำให้สร้างคอนเนคชั่นกับคนไทยด้วยกันเองด้วยครับ อย่าลืมนะครับว่าเมื่อเรากลับมาทำงานทำธุรกิจที่เมืองไทย คอนเนคชั่นที่ได้มาได้ใช้แน่นอนครับ

www.innerview.co